Open main menu

Translation:Constitution of the Kingdom of Thailand (Interim) 2014/2014-07-22

Constitution of the Kingdom of Thailand (Interim) 2014
22 July 2014

by Office of the Council of State of Thailand, translated from Thai by Wikisource

Table of contentsEdit

StatuteEdit

Introductory textEdit

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว)
พุทธศักราช ๒๕๕๗[intro.i]


สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

โดยที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย คณะทหารและตำรวจ ได้นำความกราบบังคมทูลว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงต่อเนื่องมาเป็นเวลานานจนลุกลามไปสู่แทบทุกภูมิภาคของประเทศ ประชาชนแตกแยกเป็นฝ่ายต่าง ๆ ขาดความสามัคคี และมีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อกัน บางครั้งเกิดความรุนแรง ใช้กำลังและอาวุธสงครามเข้าทำร้ายประหัตประหารกัน สวัสดิภาพและการดำรงชีวิตของประชาชนไม่เป็นปกติสุข การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองการปกครองชะงักงัน กระทบต่อการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร และในทางตุลาการ การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล นับเป็นวิกฤติการณ์ร้ายแรงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้รัฐจะแก้ไขปัญหาด้วยกลไกและมาตรการทางกฎหมาย เช่น นำกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในภาวะต่าง ๆ มาบังคับใช้ ยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป และฝ่ายที่ไม่ได้เป็นคู่กรณี เช่น องค์กรธุรกิจ ภาคเอกชน องค์กรตามรัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง กองทัพ และวุฒิสภา ได้พยายามประสานให้มีการเจรจาปรองดองกัน แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ กลับจะเกิดข้อขัดแย้งใหม่ในทางกฎหมายและการเมือง เป็นวังวนแห่งปัญหาไม่รู้จักจบสิ้น ในขณะที่ความขัดแย้งได้ขยายตัวกว้างขวางออกไป และมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นจนถึงขั้นจลาจลได้ทุกขณะ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความสะดวกสบายของประชาชนผู้สุจริต กระทบต่อการทำมาหากินและภาวะหนี้สินของเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนา การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การป้องกันปัญหาจากภัยธรรมชาติ ความเชื่อถือในอำนาจรัฐ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งยังเปิดช่องให้มีการก่ออาชญากรรมและความไม่สงบอื่นเพิ่มขึ้น อันจะเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติและความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงจำเป็นต้องเข้ายึดและควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ สิ้นสุดลง ยกเว้นความในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ โดยได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาไว้สามระยะ คือ ระยะเฉพาะหน้า เป็นการใช้อำนาจสกัดการใช้กำลังและการนำอาวุธมาใช้คุกคามประชาชน ยุติความหวาดระแวง และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง ที่สะสมมากว่าหกเดือน ให้คลี่คลายลง เพื่อเตรียมเข้าสู่ระยะที่สอง ซึ่งจะจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จัดตั้งสภาขึ้นทำหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ และให้มีคณะรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน แก้ไขสถานการณ์อันวิกฤติให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ ฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย ความรู้รักสามัคคี และความเป็นธรรม แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง จัดให้มีกฎหมายที่จำเป็นเร่งด่วน จัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้มีการปฏิรูปในด้านการเมืองและด้านอื่น ๆ และให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่วางกติกาการเมืองให้รัดกุม เหมาะสม ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม ก่อนจะส่งมอบภารกิจเหล่านี้แก่ผู้แทนปวงชนชาวไทยและคณะรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในระยะต่อไป ในการดำเนินการดังกล่าวนี้ จะให้ความสำคัญแก่หลักการพื้นฐานยิ่งกว่าวิธีการในระบอบประชาธิปไตยเพียงประการเดียว จึงจำเป็นต้องใช้เวลาสร้างบรรยากาศแห่งความสงบเรียบร้อยและปรองดอง เพื่อนำความสุขที่สูญหายไปนานกลับคืนสู่ประชาชน และปฏิรูปกฎเกณฑ์บางเรื่องที่เคยเป็นชนวนความขัดแย้ง ไม่ชัดเจน ไร้ทางออกในยามวิกฤติ ขาดประสิทธิภาพหรือไม่เป็นธรรม ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชนในชาติ ซึ่งควรใช้เวลาไม่ยาวนาน หากเทียบกับเวลาที่จะต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ผันแปรไปตามยถากรรม จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ใช้บทบัญญัติต่อไปนี้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) จนกว่าจะได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะจัดทำขึ้นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป

Constitution of the Kingdom of Thailand
(Interim)
2014[intro.a]


Given this 22nd Day of July, 2014,
Being the 69th Year of the Present Reign.

The Sacred Feet of His Majesty the Grand Bhumibol Adulyadej, the Great Sacred Indra, the Overlord Rāma, the High Liege of the Land, the Chakri's Sire of Man, the Siamese Sovereign Ruler, the Great Saintly Saviour, showing mercy upon all crowns and heads, made a great sacred royal command that the following proclamation be issued:

Whereas the National Council for Peace and Order, which consists of the military and police forces, has humbly referred the following matters to His Majesty: By cause of the political conflicts that had continuously come to pass in Bangkok Metropolis and its vicinity for a long time and extended to almost every part of the Nation, people took sides, lacked harmony, and bore hostile attitudes towards one another. On some occasions, violence did occur that force and arms of war were employed to smite and strike each other. Thus the welfare and livelihoods of people were exposed to trouble; economic, political, and administrative developments were halted; the exercise of the legislative, executive, and judicial powers were affected; and the enforcement of law was in vain. Unpredictably serious was this crisis, indeed. Even though the State had dealt with these problems by resorting to legal mechanisms and measures, such as invoking the laws on maintenance of peace and order in different manners, dissolving the House of Representatives, and organising a general election, and members of the nonrival groups, such as business organs, private sector, constitutional organs, political parties, the Armed Forces, and the Senate, had attempted to arrange negotiations for reconciliation, their efforts were of no avail, whilst new legal and political conflicts were to happen and become part of the whirlpool of problems that knew no end. In the meantime, the discord was expanding and likely to worsen to such an extent that riot might befall at any time, imperilling the lives, property, and convenience of innocent citizens, affecting the works and debts of agriculturists, especially rice farmers, disturbing the development of national economy, the prevention of natural disaster problems, the faith and trust in the state powers, and the confidence of foreign investors, and paving the way for more crimes and other acts of unrest. This would eventually shatter national security and public confidence in the democratic regime of government with Monarch as Head of State. The National Council for Peace and Order therefore needed to step in to seize and take control of the national government power on 22 May 2014 and declared the coming to an end of the Constitution of the Kingdom of Thailand 2007, save the provisions of Chapter 2 Monarch. Having determined a guideline for resolution of problems, the Council divided it into these three phases: In the urgent phase, the authority will be exercised for the purpose of preventing the use of force and weapons to threaten citizens, putting an end to fears and misgivings, and mending economic, social, and political problems accumulated for over the past six months, in order to be prepared for the second phase, upon which an interim constitution will be established to permit the formation of a convention invested with legislative functions and a provisional government charged with the administration of official affairs of the State, the resolution of critical situations into normalcy, the restoration of peace and order, love and harmony, and justice, the solving of economic, social, political, and administrative problems, the promulgation of urgently needed laws, the creation of a national reform council and various entities for political and other reforms, and the drawing up of a new constitution which would lay down watertight political regulations appropriate for the prevention and suppression of corruption and enable the efficacious, expeditious, and fair scrutiny of the exercise of state powers, before handing over these missions to the representatives of all the Thais and the government that will step in to assume the administration of official affairs of the State in the next phase. To accomplish the described activities, importance will be placed upon fundamental principles, rather than the mere processes of democracy. Accordingly, it is necessary to take time to bring about the atmosphere of peace, order, and compromise, so as to return the long lost happiness to the people and to reform certain regulations which once ignited disputes, which are ambiguous, which provide no way out in time of crisis, or which are inefficacious or unfair, in line with the nature of the problems and the desire of the people in the Nation. The time to be so taken would not be so long as that which would be wasted had the situations been left at the mercy of fate. Now, therefore, with his mercy upon all crowns and heads, His Majesty does hereby issue a great sacred royal command that the following provisions form a Constitution of the Kingdom of Thailand (Interim), until a new constitution to be prepared under the provisions of this Constitution is promulgated.

Original notes
  1. ^  ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๑/ตอนที่ ๕๕ ก/หน้า ๑/๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗

  1. ^  [Published in] the Government Gazette: Volume 131/Part 55 A/Page 1/22 July 2014. [Entry into force: 22 July 2014.]

1Edit

มาตรา ๑

ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้

Section 1

Thailand is a kingdom which is one and whole, unable to be divided.

2Edit

มาตรา ๒

ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ให้บทบัญญัติของหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ยังคงใช้บังคับต่อไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้ และภายใต้บังคับมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง ที่ใดในบทบัญญัติดังกล่าวอ้างถึงรัฐสภาหรือประธานรัฐสภา ให้หมายถึง สภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญนี้ แล้วแต่กรณี

Section 2

  1. Thailand has a democratic regime of government with Monarch as Head of State.
  2. The provisions of Chapter 2 Monarch of the Constitution of the Kingdom of Thailand 2007, which remain in force by virtue of the National Council for Peace and Order Announcement No. 11/2014 dated 22 May 2014, shall continue to be effective as part of this Constitution. And, subject to section 43, paragraph 1, whenever the said provisions refer to the National Assembly or the President of the National Assembly, such reference shall be directed to the National Legislative Assembly or the President of the National Legislative Assembly under this Constitution, as the case may be.

3Edit

มาตรา ๓

อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

Section 3

Sovereign power belongs to all the Thai people. The Monarch, who is Head of State, exercises such power through the National Legislative Assembly, the Council of Ministers, and the courts, in line with the provisions of this Constitution.

4Edit

มาตรา ๔

ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้

Section 4

Subject to the provisions of this Constitution, all the human dignity, rights, liberties, and equality which have been protected for the Thai people in accordance with the customary practices of the government of Thailand under the democratic regime with Monarch as Head of State and in accordance with the existing international obligations of Thailand, are protected under this Constitution.

5Edit

มาตรา ๕

เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ประเพณีการปกครองดังกล่าวต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยกรณีใดตามความในวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด หรือเมื่อมีกรณีที่เกิดขึ้นนอกวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา หรือศาลปกครองสูงสุด จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้ แต่สำหรับศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี

Section 5

  1. Where no provision of this Constitution is applicable to any case, the act in question shall be done or the case in question shall be decided in line with the convention of the government of Thailand under the democratic regime with Monarch as Head of State, but the said convention of the government must not be contrary to or inconsistent with this Constitution.
  2. In the event that there is a problem concerning the making of a decision for any case under paragraph 1 coming to pass within the scope of functions of the National Legislative Assembly, the National Legislative Assembly shall then render a decisive ruling. Or when there is a case happening outside the scope of functions of the National Legislative Assembly, then the National Council for Peace and Order, the Council of Ministers, the Supreme Court of Justice, or the Supreme Administrative Court may request the Constitutional Court to give a decisive ruling; prescribed, however, that the Supreme Court of Justice or the Supreme Administrative Court may do so only upon the resolution of the plenary session of the Supreme Court of Justice or the plenary session of the Supreme Administrative Court and only in relation to the trial and adjudication of cases.

6Edit

มาตรา ๖

ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วย สมาชิกจำนวนไม่เกินสองร้อยยี่สิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำ

ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา

Section 6

  1. There shall be a National Legislative Assembly consisting of members numbering not more than two hundred and twenty, whom the Monarch appoints from amongst the persons who are of Thai nationality by birth and are of the age not lower than forty years, according to the advice presented by the National Council for Peace and Order.
  2. The National Legislative Assembly shall carry out the duties of the House of Representatives, the Senate, and the National Assembly.

7Edit

มาตรา ๗

การถวายคำแนะนำเพื่อทรงแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้คำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ความหลากหลายของบุคคลจากกลุ่มต่าง ๆ ในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

Section 7

In presenting advice to the Monarch for the appointment of members of the National Legislative Assembly, regard shall be had to the knowledge, competence, and diversity of people from various groups in the public sector, private sector, social sector, academic sector, professional sector, and other sectors, as may be beneficial to the performance of duties of the National Legislative Assembly.

8Edit

มาตรา ๘

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

(๑) ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
(๒) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
(๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
(๔) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
(๕) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่า กระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
(๖) เคยต้องคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(๗) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตำแหน่ง
(๘) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก
(๙) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือรัฐมนตรีในขณะเดียวกันมิได้

Section 8

  1. No member of the National Legislative Assembly may be attacked by the following disqualifications:
    (1) holding or having held during the period of three years prior to the date of his appointment as member of the National Legislative Assembly any position in a political party;
    (2) being a bhikṣu, sāmaṇera, priest, or cleric;
    (3) being a bankrupt or having been a dishonest bankrupt;
    (4) having been suspended from the right to vote;
    (5) having been expelled, dismissed, or discharged from the government service, a state agency, or a state enterprise by reason of corruption in office or of being deemed guilty of corruption or misconduct;
    (6) having been subject to a judgment declaring his property to fall into the possession of the State on grounds of unusual wealth or unusual increase of wealth;
    (7) being under suspension from holding a political position or having been removed from such position;
    (8) having been convicted by a final judgment of an offence against public office, or an offence against judicial office, or a contravention of a drug related law, or an offence of hosting a gambling or keeping a gambling house under a gambling related law;
    (9) having been sentenced to imprisonment by a final judgment, except for an offence committed through negligence or a petty offence.
  2. No member of the National Legislative Assembly may concurrently hold a position of member of the National Reform Council or minister.

9Edit

มาตรา ๙

สมาชิกภาพของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติสิ้นสุดลงเมื่อ

(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘
(๔) สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๑๒
(๕) ไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเกินจำนวนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุม

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้วินิจฉัย

Section 9

  1. The membership of a member of the National Legislative Assembly terminates upon:
    (1) death;
    (2) resignation;
    (3) lacking any qualification under section 6, paragraph 1, or being attacked by any disqualification under section 8;
    (4) removal from the membership by a resolution the National Legislative Assembly passes in accordance with section 12;
    (5) failure to make his presence for the purpose of adopting a resolution at a meeting of the National Legislative Assembly for more than the times determined in the rules of procedure.
  2. In case there is a problem as to the termination of the membership of a member of the National Legislative Assembly according to paragraph 1, then the National Legislative Assembly shall render a decision.

10Edit

มาตรา ๑๐

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนหนึ่ง และเป็นรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่เกินสองคน ตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานสภาและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

Section 10

  1. The Monarch appoints one member of the National Legislative Assembly as President of the National Legislative Assembly and not more than two others as Vice Presidents of the National Legislative Assembly in accordance with the resolution of the National Legislative Assembly.
  2. The Leader of the National Council for Peace and Order shall countersign the appointment of members of the National Legislative Assembly as well as the President and Vice Presidents of the National Legislative Assembly.

11Edit

มาตรา ๑๑

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ต้องอุทิศตนให้แก่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย

Section 11

Members of the National Legislative Assembly are representatives of all the Thai people and must devote themselves to the honest and faithful performance of duties for the common good of all the Thai people.

12Edit

มาตรา ๑๒

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้ใดกระทำการอันเป็นการเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือมีพฤติการณ์อันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าคนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติให้ผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพ

มติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมด

Section 12

  1. When any member of the National Legislative Assembly commits an act which injures the honor of being a member of the National Legislative Assembly or behaves in such a way that obstructs the performance of duties of a member of the National Legislative Assembly, members of the National Legislative Assembly numbering not less than twenty-five have the right to subscribe and submit a request to the President of the National Legislative Assembly so as to have the National Legislative Assembly pass a resolution removing the member in question from his membership.
  2. The resolution of the National Legislative Assembly under paragraph 1 must obtain votes from not less than two thirds of the total number of the members.

13Edit

มาตรา ๑๓

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีอำนาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา และกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ การเสนอญัตติ การอภิปราย การลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และกิจการอื่นเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

Section 13

  1. At meetings of the National Legislative Assembly, there must be not less than one half of the total number of the members present so as to constitute a quorum.
  2. The National Legislative Assembly has the power to enact rules governing the selection and performance of duties of its President, Vice Presidents, and committees, the procedure for the conduct of meetings, the introduction and consideration of bills and organic bills, the introduction of motions, the conduct of debates, the adoption of resolutions, the conduct of interpellation, the maintenance of law and order, and other affairs for the execution of its authority.

14Edit

มาตรา ๑๔

พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชบัญญัติโดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ร่างพระราชบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติร่วมกันจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าคน หรือคณะรัฐมนตรี หรือสภาปฏิรูปแห่งชาติตามมาตรา ๓๑ วรรคสอง แต่ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอได้ก็แต่โดยคณะรัฐมนตรี

ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ตามวรรคสอง หมายความถึง ร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แก้ไข ผ่อน หรือวางระเบียบการบังคับอันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร การจัดสรร รับ รักษา หรือจ่ายเงินแผ่นดิน หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน การกู้เงิน การค้ำประกัน หรือการใช้เงินกู้ หรือการดำเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินของรัฐ หรือเงินตรา

ในกรณีเป็นที่สงสัยว่า ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้วินิจฉัย

ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น คณะรัฐมนตรีอาจขอรับไปพิจารณาก่อนสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะรับหลักการก็ได้

การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้กระทำได้โดยวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ แต่การเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้กระทำโดยคณะรัฐมนตรีหรือผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น

Section 14

  1. The Monarch enacts acts by and with the advice and consent of the National Legislative Assembly.
  2. Bills may only be introduced by members of the National Legislative Assembly numbering not less than twenty-five jointly, or the Council of Ministers, or the National Reform Council under section 31, paragraph 2. However, money bills may only be introduced by the Council of Ministers.
  3. Money bill, in paragraph 2, means a bill concerning the imposition, repeal, remission, alteration, modification, relaxation, or regulation of a tax or duty, the appropriation, receipt, custody, or expenditure of public money, or the transfer of public expenditure estimates, the raising, guarantee, or repayment of a loan, or the carrying out of an activity which binds property of the State, or currency.
  4. In case of doubt as to whether a bill introduced to the National Legislative Assembly is a money bill, the President of the National Legislative Assembly shall then render a decision.
  5. As regards a bill introduced by members of the National Legislative Assembly or National Reform Council, the Council of Ministers may apply for taking it out for consideration before the National Legislative Assembly accepts its principle.
  6. The enactment of an organic act[14.1] shall be carried out in accordance with the procedure described in this section. But the introduction of an organic bill shall be made by the Council of Ministers or the person in charge of the organic act concerned.
Wikisource notes
  1. ^  An organic act is an act intended to clarify or supplement the constitution. It was introduced by the 1997 Constitution.

15Edit

มาตรา ๑๕

ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้

ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นใหม่ ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่แล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว

Section 15

  1. Once a bill or organic bill has received approval from the National Legislative Assembly, the Prime Minister shall present it to the Monarch within twenty days reckoned from the date he receives such bill or organic bill from the National Legislative Assembly, so that the Monarch would affix his signature to it. And once it has been published in the Government Gazette, it shall become applicable as a law.
  2. When the Monarch does not approve any bill or organic bill and returns it to the National Legislative Assembly, or when he does not return it still despite ninety days having elapsed, the National Legislative Assembly must renew the discussion on such bill or organic bill. If the National Legislative Assembly, by the votes of not less than two thirds of the total number of its existing members, passes a resolution to affirm it as before, the Prime Minister shall once again present the bill or organic bill to the Monarch. Should the Monarch fail to affix his signature to it and return it within thirty days, the Prime Minister shall have the bill or organic bill published in the Government Gazette as a law as if the Monarch had affixed his signature to it.

16Edit

มาตรา ๑๖

ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องใดอันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ได้ แต่รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิที่จะไม่ตอบเมื่อเห็นว่า เรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน หรือเมื่อเห็นว่า เป็นกระทู้ที่ต้องห้ามตามข้อบังคับ ในกรณีนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะตราข้อบังคับกำหนดองค์ประชุมให้แตกต่างจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง ก็ได้

เมื่อมีปัญหาสำคัญ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดจะเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อซักถามข้อเท็จจริงจากคณะรัฐมนตรีก็ได้ แต่จะลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจมิได้

Section 16

  1. At meetings of the National Legislative Assembly, every member has the right to interpellate a minister in whatever matter concerning a work under his responsibility. But the minister does have the right to give no reply when he finds that such matter ought not to be disclosed yet for it deals with the safety or significant interest of the State or when he finds that the question is forbidden under the rules.[16.1] In this respect, the National Legislative Assembly may enact rules to require the constitution of a quorum in a manner different from that described in section 13, paragraph 1.
  2. Where there arises a significant problem, members of the National Legislative Assembly numbering not less than one third of the total number of the members may subscribe and introduce a motion for conducting a debate so as to interrogate the Council of Ministers as to certain facts, but they shall not adopt a resolution of confidence or resolution of no-confidence.
Wikisource notes
  1. ^  Perhaps the rules of procedure of the Assembly.

17Edit

มาตรา ๑๗

ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ได้ แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้

Section 17

In case there is a significant problem concerning the administration of official affairs of the State, in respect of which the Council of Ministers finds appropriate to hear views of members of the National Legislative Assembly, the Prime Minister may submit a notice to the President of the National Legislative Assembly asking for the conduct of a general debate amongst a meeting of the National Legislative Assembly, but the National Legislative Assembly shall not adopt any resolution on the problem debated.

18Edit

มาตรา ๑๘

ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใด ๆ ในทางแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด จะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวผู้นั้นในทางใดมิได้

เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่ง ให้คุ้มครองถึง กรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณารายงานการประชุมตามคำสั่งของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือคณะกรรมาธิการ บุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติทางวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ หรือทางอื่นใดที่ได้รับอนุญาตจากประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย แต่ไม่คุ้มครองสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ หรือทางอื่นใด หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดอาญา หรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ในกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติถูกควบคุมหรือขัง ให้สั่งปล่อยเมื่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติร้องขอ หรือในกรณีถูกฟ้องในคดีอาญา ให้ศาลพิจารณาคดีต่อไปได้ เว้นแต่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติร้องขอให้งดการพิจารณาคดี

Section 18

  1. At meetings of the National Legislative Assembly, should any member wish to utter any statement in such a way as to declare a fact, express a view, or cast a vote, it shall be his absolute privilege to do so and shall not be taken as grounds for bringing proceedings or criticism[18.1] against him in any manner.
  2. The privilege under paragraph 1 shall extend its protection to members of committees of the National Legislative Assembly, persons who print or publish minutes at the behest of the National Legislative Assembly or its committees, persons whom the presiding officer permits to declare facts or express views amongst a meeting of the National Legislative Assembly, as well as persons who conduct the transmission of meetings of the National Legislative Assembly through broadcasting radio, or broadcasting television, or any other means upon permission of the President of the National Legislative Assembly also. But it does not protect members of the National Legislative Assembly who utter statements amongst a meeting transmitted through broadcasting radio, or broadcasting television, or any other means, if the statements so uttered amongst the meeting are available outside the precincts of the National Legislative Assembly and those statements bear characteristics which constitute criminal offences or civil rights violations against other persons who are not ministers or members of the National Legislative Assembly.
  3. In case a member of the National Legislative Assembly is held in custody or confinement, his release shall be ordered upon request of the President of the National Legislative Assembly. Or in case he is charged with a criminal case, the court may proceed with the trial, unless the President of the National Legislative Assembly requests a trial stay.
Wikisource notes
  1. ^  'ว่ากล่าว' means 'to admonish', 'to censure', 'to criticise', 'to rebuke', or 'to reprove'. It can also mean 'to mention' or 'to administer or deal with, especially in a verbal manner'.

19Edit

มาตรา ๑๙

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และรัฐมนตรีอื่นอีกจำนวนไม่เกินสามสิบห้าคนตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดำเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ

ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ "ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติถวายคำแนะนำตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เสนอโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ

การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีสิทธิเข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และให้นำเอกสิทธิ์ตามมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่การชี้แจงแสดงความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตามมาตรานี้ด้วยโดยอนุโลม

Section 19

  1. The Monarch appoints, in accordance with the resolution of the National Legislative Assembly, one Prime Minister and, in line with the advice presented by the Prime Minister, other ministers numbering not more than thirty-five to constitute a Council of Ministers bearing the duties to administer official affairs of the State, to make arrangements for reforms in various fields, and to promote unity and amity amongst the people in the Nation.
  2. Prior to assuming duties, a minister must, in the presence of the Monarch, make an affirmation of truth in the following formula: 'I, (name of the affirmer), hereby make an affirmation of truth that I will be loyal to the Monarch, and will perform my duties with honesty and faithfulness in the interest of the Country and her people, and will preserve and observe the Constitution of the Kingdom of Thailand in all sincerity.'[19.1]
  3. The Monarch possesses the royal prerogative to remove the Prime Minister from position in accordance with the advice presented by the President of the National Legislative Assembly upon the resolution of the National Legislative Assembly adopted in consequence of a proposal of the National Council for Peace and Order, and to remove a minister from position in accordance with the advice presented by the Prime Minister.
  4. The President of the National Legislative Assembly shall countersign the appointment of the Prime Minister and the removal of the Prime Minister from his position.
  5. The Prime Minister and ministers have the right to attend or give explanations or views amongst meetings of the National Legislative Assembly or National Reform Council, but they have no right to vote. And the privilege under section 18 also apply mutatis mutandis to the giving of explanations or views by the Prime Minister and ministers in accordance with this section.
Wikisource notes
  1. ^  Literally 'This servant of His Sanctity the Awaken Lord, (name of the affirming person), should like to offer an affirmation of truth that this servant of His Sanctity the Awaken Lord will be loyal to His/Her Sanctity the Great Warrior, and will perform duties with honesty and faithfulness for the benefit of the Country and the people, and will preserve and observe the Constitution of the Royal Realm of Thailand in every manner.'

20Edit

มาตรา ๒๐

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี
(๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
(๔) ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘
(๕) ไม่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(๖) ไม่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาหรือตุลาการ อัยการ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง หรือเมื่อมีกรณีตามมาตรา ๙ (๑) หรือ (๒)

Section 20

  1. The Prime Minister and ministers must be qualified and not disqualified as follows:
    (1) being of Thai nationality by birth;
    (2) being of the age not lower than forty years;
    (3) having completed education not lower than the bachelor's degree level or equivalent level;
    (4) not being or not having been during the period of three years prior to the date of appointment a member of a political party, and not being attacked by the disqualifications under section 8;
    (5) not being a member of the National Legislative Assembly, member of the National Reform Council, member of the Constitution Drafting Committee, or member of a local council, or local administrator;
    (6) not being a Justice of the Constitutional Court, judge or justice, public prosecutor, Election Commissioner, Ombudsman, National Anti-Corruption Commissioner, State Audit Commissioner, State Auditor, or National Human Rights Commissioner.
  2. The ministership of the Prime Minister or minister terminates upon lack of any qualification or attack of any disqualification under paragraph 1 or upon happening of the event under section 9 (1) or (2).

21Edit

มาตรา ๒๑

เมื่อมีกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือเมื่อมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตราที่ต้องพิจารณาโดยด่วนและลับ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ

เมื่อได้ประกาศใช้พระราชกำหนดแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยไม่ชักช้า ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติอนุมัติ ให้พระราชกำหนดนั้นมีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่อนุมัติ ให้พระราชกำหนดนั้นตกไป แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่พระราชกำหนดนั้นใช้บังคับ เว้นแต่พระราชกำหนดนั้นมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีอยู่ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกนั้นมีผลใช้บังคับต่อไปตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดดังกล่าวตกไป

การอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนด ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในกรณีที่ไม่อนุมัติ ให้มีผลตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

Section 21

  1. In case of emergency where there is an exigent need of and for the purpose of the maintenance of the security of the Kingdom, public safety, or national economic security, or the averting of a public disaster, or where there is a need to have a law on taxation or currency which requires immediate and private consideration, the Monarch possesses the royal prerogative to enact an emergency decree to be applied as an act.
  2. Once an emergency decree has been promulgated, the Council of Ministers shall introduce such emergency decree to the National Legislative Assembly without delay. If approved by the National Legislative Assembly, the emergency decree shall continue to be applied as an act. If disapproved by the National Legislative Assembly, the emergency decree shall lapse; prescribed, however, that this shall not affect the affairs having happened during the application of the emergency decree, but if that emergency decree resulted in the amendment or repeal of any legal provision, the legal provision existing prior to such amendment or repeal shall resume its applicable effect as from the date the said emergency decree lapsed.
  3. The approval or disapproval of an emergency decree shall be published in the Government Gazette. In case of disapproval, it shall take effect as from the date it is published in the Government Gazette.

22Edit

มาตรา ๒๒

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ และพระราชอำนาจในการอื่นตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

Section 22

The Monarch possesses the royal prerogative to enact royal decrees which are not contrary to law, the royal prerogative to grant pardon, and the royal prerogative on other matters in line with the convention of the government of Thailand under the democratic regime with Monarch as Head of State.

23Edit

มาตรา ๒๓

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ

หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ต้องได้รับความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

หนังสือสัญญาที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ตามวรรคสอง หมายถึง หนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าเสรี เขตศุลกากรร่วม หรือการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือทำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

เมื่อมีปัญหาว่า หนังสือสัญญาใดเป็นกรณีตามวรรคสองหรือวรรคสามหรือไม่ คณะรัฐมนตรีจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้ ทั้งนี้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ

Section 23

  1. The Monarch possesses the royal prerogative to conclude written agreements[23.1] of peace, agreements of armistice, and other agreements[23.2] with foreign nations or international organisations.
  2. Any written agreement which provides for a change in the Thai territory or an extraterritorial area over which Thailand has sovereign rights or jurisdiction by virtue of a written agreement or of international law, or the implementation of which requires the issuance of an act, or which has a wide-scale impact on the economic or social security of the Nation, must receive approval from the National Legislative Assembly. In this respect, the National Legislative Assembly must complete its consideration within sixty days reckoned from the date it receives the matter.
  3. Written agreement which has a wide-scale impact on the economic or social security of the Nation, in paragraph 2, means a written agreement that concerns free trade, customs unions, or permission to use natural resources, or that causes the Nation to lose a right over natural resources, either in whole or in part, or that deals with other matters as prescribed by law.
  4. Where there arises a problem as to whether or not any written agreement falls under the case of paragraph 2 or paragraph 3, the Council of Ministers may apply to the Constitutional Court for a decision. In this event, the Constitutional Court shall complete its decision within thirty days reckoned from the date it receives the application.
Wikisource notes
  1. ^  The Constitutional Court has decided that the term 'written agreement' in the constitution refers to a treaty. For example, CC Decision 33/2000 (Government Gazette: Volume 118/Part 68 A/Page 71/22 August 2001) says:
    'คำว่า "หนังสือสัญญา" แม้จะมิได้บัญญัติความหมายไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า หนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ มีความหมายครอบคลุมถึงความตกลงทุกประเภทที่ประเทศไทยทำขึ้นกับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาดังกล่าวต้องมีลักษณะที่ทำขึ้นเป็นหนังสือ และเป็นสัญญาที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ กล่าวถึง "หนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น" ดังนั้น คำว่า "สัญญาอื่น" ย่อมหมายถึง หนังสือสัญญาที่ทำกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศเช่นเดียวกับหนังสือสัญญาสันติภาพและหนังสือสัญญาสงบศึก จะเป็นหนังสือสัญญาภายใต้บังคับของกฎหมายภายในของประเทศใดประเทศหนึ่งมิได้ ดังนั้น อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพจึงเป็นหนังสือสัญญาตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔'

    'The term "written agreement in the [1997] Constitution, section 224, though not defined therein, may be said to cover all types of agreements which Thailand concludes with foreign countries or international organisations, with a view to establishing legal binding relations between each other in line with the international law. The said written agreements must be concluded in writing and subject to international law. As the [1997] Constitution, section 224, mentions "written agreements of peace, agreements of armistice, and other agreements", the phrase "other agreements", no doubt, refers to written agreements concluded with foreign countries or international organisations and subject to international law in the same manner as written agreements of peace and written agreements of armistice, not written agreements subject to internal law of any specific country. For that reason, the Convention on Biological Diversity is a written agreement within the meaning of the [1997] Constitution, section 224.'

    And CC Decision 6–7/2008 (Government Gazette: Volume 125/Part 108 A/Page 1/10 October 2008) says:

    'คำว่า "หนังสือสัญญา" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ หมายถึง ความตกลงระหว่างประเทศทุกประเภทที่จัดทำขึ้นระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศในรูปแบบที่เป็นลายลักษณ์อักษรและอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะถูกบันทึกไว้ในเอกสารฉบับเดียวหรือหลายฉบับที่เกี่ยวพันกัน และไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไร อันเป็นความหมายที่ตรงกันกับคำว่า "treaty" ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ และตรงกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยให้ความหมายไว้แล้วในคำวินิจฉัยที่ ๑๑/๒๕๔๒ และคำวินิจฉัยที่ ๓๓/๒๕๔๓'

    'The term "written agreements" in the [2007] Constitution, section 190, refers to all types of international agreements concluded between Thailand and other countries or international organisations in written form and governed by international law, whether embodied in a single instrument or in several connected instruments, which is the meaning corresponding to that of the term "treaty" under the Vienna Convention on the Law of Treaties 1969 and that given by the Constitutional Court in its Decisions 11/1999 and 33/2000.'

  2. ^  It can also be translated as 'to conclude peace agreements, armistice agreements, and other agreements in writing', as the term 'หนังสือ' ('written' or 'writing') seems to modify all the three types of agreements. See the court opinions in Note 23.1 also.

24Edit

มาตรา ๒๔

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า ผู้พิพากษาและตุลาการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และข้าราชการฝ่ายอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และทรงให้พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่กรณีที่พ้นจากตำแหน่งเพราะความตาย

Section 24

The Monarch appoints public officers in military and civil services to the positions of permanent secretaries, directors general, and equivalents, as well as judges and justices, office holders in constitutional organs under the Constitution of the Kingdom of Thailand 2007, and public officers in other services as prescribed by law, and removes them from their positions, except in the events that they vacate their positions by reason of death.

25Edit

มาตรา ๒๕

บรรดาบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการใด ๆ อันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

Section 25

All legal provisions, royal rescripts, and royal commands of whatever kind which deal with official affairs of the State must be affixed with the countersignature of a minister, save where this Constitution provides otherwise.

26Edit

มาตรา ๒๖

ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

Section 26

Judges and justices enjoy independence in their fair trial and adjudication of legal cases in the name of the Monarch and in keeping with the Constitution and laws.

27Edit

มาตรา ๒๗

ให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

(๑) การเมือง
(๒) การบริหารราชการแผ่นดิน
(๓) กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
(๔) การปกครองท้องถิ่น
(๕) การศึกษา
(๖) เศรษฐกิจ
(๗) พลังงาน
(๘) สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
(๙) สื่อสารมวลชน
(๑๐) สังคม
(๑๑) อื่น ๆ

ทั้งนี้ เพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้กลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม

Section 27

There shall be a National Reform Council bearing the duties to conduct studies and offer recommendations so as to bring about reforms in the following fields:

(1) politics;
(2) administration of official affairs of the State;
(3) law and justice;
(4) local government;
(5) education;
(6) economy;
(7) energy;
(8) public health and environment;
(9) mass communication;
(10) society;
(11) others;

prescribed that this is to make the democratic regime of government with Monarch as Head of State become suitable with the nature of the Thai society and furnish it with an honest and fair system of election and an efficient mechanism for prevention and elimination of corruption and misconduct, with a view to eradicating disparity and establishing economic and social fairness for sustainable development, enabling the mechanism of the State to provide public service in a thorough, convenient, and expeditious manner, and allowing the strict and fair enforcement of laws.

28Edit

มาตรา ๒๘

ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำ

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติคนหนึ่ง และเป็นรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติไม่เกินสองคน ตามมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และประธานสภาและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

Section 28

  1. The National Reform Council shall consist of members numbering not more than two hundred and fifty, whom the Monarch appoints from amongst the persons of Thai nationality by birth and of the age not lower than thirty-five years, according to the advice presented by the National Council for Peace and Order.
  2. The Monarch appoints one member of the National Reform Council as President of the National Reform Council and not more than two others as Vice Presidents of the National Reform Council, pursuant to the resolution of the National Reform Council.
  3. The Leader of the National Council for Peace and Order shall countersign the appointment of members of the National Reform Council as well as the President and Vice Presidents of the National Reform Council.

29Edit

มาตรา ๒๙

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) และ (๙) และให้นำความในมาตรา ๙ มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติโดยอนุโลม แต่การวินิจฉัยตามมาตรา ๙ วรรคสอง ให้เป็นอำนาจของสภาปฏิรูปแห่งชาติ

Section 29

Members of the National Reform Council must not be attacked by the disqualifications under section 8 (2), (3), (4), (5), (6), (7), (8), and (9). And the provision of section 9 shall apply mutatis mutandis to the termination of memberships of the members of the National Reform Council; however, the rendition of decisions under section 9, paragraph 2, shall be the power of the National Reform Council.

30Edit

มาตรา ๓๐

ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(๑) จัดให้มีคณะกรรมการสรรหาบุคคลด้านต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗ ด้านละหนึ่งคณะ และให้มีคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดแต่ละจังหวัดเพื่อสรรหาจากบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้น ๆ
(๒) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาแต่ละด้านจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ยอมรับของบุคคลในด้านนั้น ๆ
(๓) ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๘ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙ และมีความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ในแต่ละด้าน แล้วจัดทำบัญชีรายชื่อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการนี้ คณะกรรมการสรรหาจะเสนอชื่อตนเองมิได้
(๔) การสรรหาบุคคลตาม (๓) ให้คำนึงถึงความหลากหลายของบุคคลจากกลุ่มต่าง ๆ ในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ การกระจายตามจังหวัด โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาส
(๕) ให้คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดประกอบด้วยบุคคลตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
(๖) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติคัดเลือกบุคคลที่เห็นสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาตาม (๑) เสนอ ไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน โดยในจำนวนนี้ให้คัดเลือกจากบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดเสนอจังหวัดละหนึ่งคน

จำนวนกรรมการในคณะกรรมการสรรหาแต่ละคณะ วิธีการสรรหา กำหนดเวลาในการสรรหา จำนวนบุคคลที่จะต้องสรรหา และการอื่นที่จำเป็น ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

Section 30

  1. The National Council for Peace and Order shall conduct the selection of persons suitable for appointment as members of the National Reform Council in compliance with the following rules:
    (1) there shall be panels for selection of persons in the fields described in section 27, one panel for each field, and there shall be provincial selection panels, one panel for each province, for selection of persons domiciled in each province;
    (2) the National Council for Peace and Order shall appoint members of the selection panel for each field from amongst the qualified persons with the knowledge and experience accepted by the persons in such field;
    (3) the selection panels shall carry out the selection of persons who possess the qualifications under section 28, are not attacked by the disqualifications under section 29, and are of recognised knowledge and competence in each field, and shall then prepare lists of nominees to be submitted to the National Council for Peace and Order; prescribed that, in this respect, no selection panel may nominate its own members;
    (4) in selecting persons according to (3), regard shall be had to the diversity of people from various groups in the public sector, private sector, social sector, academic sector, professional sector, and other sectors, as may be beneficial to the performance of duties of the National Reform Council, as well as provincial variation, gender opportunities and equality, and disadvantaged people;
    (5) the provincial selection panels shall consist of the persons named in royal decrees;
    (6) the National Council for Peace and Order shall select out of the lists submitted by the selection panels under (1) the persons suitable for appointment as members of the National Reform Council, numbering not more than two hundred and fifty, of whom some shall be selected out of the persons nominated by the provincial selection panels, one for each province.
  2. The number of members of each selection panel, the procedure for the selection, the time limit for the selection, the number of persons needed to be selected, and other necessary matters shall be as prescribed in royal decrees.

31Edit

มาตรา ๓๑

สภาปฏิรูปแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(๒) เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ
(๓) พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้น

ในการดำเนินการตาม (๑) หากเห็นว่า กรณีใดจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นใช้บังคับ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติจัดทำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาต่อไป ในกรณีที่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้จัดทำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป

ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะตาม (๒) ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งแรก

ให้นำความในมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม

Section 31

  1. The National Reform Council shall have the following authority:
    (1) studying, analysing, and preparing guidelines and recommendations so as to bring about reforms in various fields according to section 27, and submitting them to the National Legislative Assembly, Council of Ministers, National Council for Peace and Order, and relevant agencies;
    (2) submitting opinions or recommendations to the Constitution Drafting Committee for the sake of the preparation of a draft constitution;
    (3) considering and giving approval to a draft constitution drawn up by the Constitution Drafting Committee.
  2. In carrying out the activities under (1), if it finds that the enactment of an act or organic act is required for any matter, the National Reform Council shall prepare a bill for the said act and introduce it to the National Legislative Assembly for further consideration. In case of a money bill or organic bill, the Council shall, after preparing it, introduce it to the Council of Ministers for further action.
  3. The National Reform Council shall submit the opinions or recommendations according to (2) to the Constitution Drafting Committee within sixty days reckoned from the date the first meeting of the National Reform Council takes place.
  4. The provisions of section 13 and section 18 shall also apply to the performance of duties of the National Reform Council mutatis mutandis.

32Edit

มาตรา ๓๒

ให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย กรรมาธิการจำนวนสามสิบหกคน ซึ่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้

(๑) ประธานกรรมาธิการ ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเสนอ
(๒) ผู้ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอ จำนวนยี่สิบคน
(๓) ผู้ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เสนอฝ่ายละห้าคน

การแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นครั้งแรก

ในกรณีที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยให้ถือว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่าที่เหลืออยู่ แต่ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง

ให้นำความในมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม

Section 32

  1. There shall be a Constitution Drafting Committee to prepare a draft constitution, consisting of members numbering thirty-six, whom the President of the National Reform Council appoint from the following persons:
    (1) the Chair of the Committee nominated by the National Council for Peace and Order;
    (2) the persons nominated by the National Reform Council, numbering twenty;
    (3) the persons nominated by the National Legislative Assembly, the Council of Ministers, and the National Council for Peace and Order, five per each agency.
  2. The appointment of members of the Constitution Drafting Committee according to paragraph 1 must completely be made within fifteen days reckoned from the date the National Reform Council is convened for the first time.
  3. In the event that a Constitution Drafting Committee member vacates their positions for whatever reason, the remaining members of the Constitution Drafting Committee shall continue to carry out duties and it shall be deemed that the Constitution Drafting Committee consists of the remaining Constitution Drafting Committee members. However, the President of the National Reform Council shall appoint a Constitution Drafting Committee member to fill the vacant positions in accordance with the rules set out in paragraph 1, within fifteen days reckoned from the date the Constitution Drafting Committee member vacates their positions.
  4. The provision of section 18 shall also apply to the performance of duties of the Constitution Drafting Committee mutatis mutandis.

33Edit

มาตรา ๓๓

กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

(๑) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เว้นแต่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
(๒) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
(๓) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙
(๔) เป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

Section 33

  1. A member of the Constitution Drafting Committee must be of Thai nationality by birth, must be of the age not lower than forty years, and must not be attacked by the following disqualifications:
    (1) being a political position holder, save where he is a position holder in the National Council for Peace and Order, member of the National Legislative Assembly, or member of the National Reform Council;
    (2) being or having been during the period of three years prior to his appointment a member of or holder of any position in a political party;
    (3) being subject to the disqualifications under section 29;
    (4) being a judge or justice, or position holder in a constitutional organ under the Constitution of the Kingdom of Thailand 2007.
  2. For the purpose of eliminating conflicts of interest, no member of the Constitution Drafting Committee may hold a political position during the period of two years reckoned from the date he vacates the position of Constitution Drafting Committee member.

34Edit

มาตรา ๓๔

ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นหรือข้อเสนอแนะจากสภาปฏิรูปแห่งชาติตามมาตรา ๓๑ (๒) แล้วเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณา

ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนำความเห็นหรือข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติตามมาตรา ๓๑ (๒) ความเห็นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และความเห็นของประชาชนรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาประกอบการพิจารณาด้วย

Section 34

  1. The Constitution Drafting Committee shall complete the preparation of a draft constitution within one hundred and twenty days reckoned from the date it receives opinions or recommendations from the National Reform Council in accordance with section 31 (2), and shall then introduce it to the National Reform Council for consideration.
  2. In preparing the draft constitution, the Constitution Drafting Committee shall also take into account the opinions or recommendations of the National Reform Council under section 31 (2), the opinions of the National Legislative Assembly, the Council of Ministers, and the National Council for Peace and Order, as well as the opinions of the people and relevant agencies.

35Edit

มาตรา ๓๕

คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้
(๒) การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย
(๓) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน
(๔) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่า กระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด
(๕) กลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และพรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(๖) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วนและทุกระดับ
(๗) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว
(๘) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่า และตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน โดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไกการตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ
(๙) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้
(๑๐) กลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป

ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าที่ต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่จำเป็นต้องมี ให้พิจารณามาตรการที่จะให้การดำเนินงานขององค์กรดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย

Section 35

  1. The Constitution Drafting Committee must prepare a draft constitution which covers the following also:
    (1) the recognition of the Kingdom as being one and whole and incapable of division;
    (2) the adoption of a democratic regime of government with Monarch as Head of State, which is suitable with the nature of the Thai society;
    (3) an efficient mechanism to prevent, check, and eliminate corruption and misconduct in both the public and private sectors, as well as a mechanism to supervise and control the exercise of the state power for the common good of the Nation and its people;
    (4) an efficient mechanism to completely prevent and check the entry into a political position by a person who has been convicted by a lawful judgment or order of corruption or misconduct or of having rendered an election unfair or unjust;
    (5) an efficient mechanism to enable state authorities, especially political position holders, and political parties to perform duties or carry out activities in an independent manner, free from unlawful influence or direction asserted by any person or entity;
    (6) an efficient mechanism to strengthen the clutches of the rule of law, and to strengthen morality, ethics, and good governance in every sector and at every level;
    (7) an efficient mechanism to restructure and propel the economic and social systems for sustainable fairness and prevention of the conduct of public administration with the aim of establishing political popularity which may expose the economic system of the Nation and its people to long-term damage;
    (8) an efficient mechanism to allow the cost-effective expenditure of state money in response to the common good of the people and in compliance with the financial and fiscal condition of the Nation, as well as an efficient mechanism to check and disclose the expenditure of state money;
    (9) an efficient mechanism to prevent the destruction of significant principles to be laid down by the constitution;
    (10) a mechanism to drive forwards the completion of important reforms.
  2. The Constitution Drafting Committee shall consider the necessity and cost-effectiveness of keeping in existence the constitutional organs or organs established by virtue of the constitution. In case it is necessary to keep any of them in existence, the Committee shall also consider measures for allowing such organ to operate in an efficient and effective manner.

36Edit

มาตรา ๓๖

ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำเสร็จต่อประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติจัดให้สภาปฏิรูปแห่งชาติประชุมกันเพื่อพิจารณา เสนอแนะ หรือให้ความเห็นให้แล้วเสร็จภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอาจขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเสร็จสิ้นการพิจารณาตามวรรคหนึ่ง คำขอแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องมีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติลงชื่อรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ยื่นคำขอหรือที่ให้คำรับรองคำขอของสมาชิกอื่นแล้ว จะยื่นคำขอหรือรับรองคำขอของสมาชิกอื่นอีกมิได้

ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญส่งร่างรัฐธรรมนูญให้คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้วย และคณะรัฐมนตรีหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะเสนอความคิดเห็นหรือยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ

คำขอแก้ไขเพิ่มเติม ให้ยื่นต่อประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

Section 36

  1. The Constitution Drafting Committee shall introduce the completely prepared draft constitution to the President of the National Reform Council, and the President of the National Reform Council shall have the National Reform Council meet to complete the conduct of consideration, making of recommendations, or expression of opinions within ten days reckoned from the date of receipt of the draft constitution.
  2. A member of the National Reform may apply for amending the draft constitution within thirty days reckoned from the date the National Reform Council completes the conduct of consideration according to paragraph 1. An application for amendment filed by a member of the National Reform Council must be countersigned by National Reform Council members numbering not less than one tenth of the number of the National Reform Council members. And when a member of the National Reform Council has already filed an application or countersigned an application of another member, he may no longer file another application or countersign an application of another member.
  3. The Constitution Drafting Committee shall also submit the draft constitution to the Council of Ministers and the National Council for Peace and Order. And the Council of Ministers or National Council for Peace and Order may offer views or file applications for amendment within thirty day reckoned from the date it receives the draft constitution.
  4. Applications for amendment shall be filed with the Chair of the Constitution Drafting Committee.

37Edit

มาตรา ๓๗

ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง ในการนี้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญได้ตามที่เห็นสมควร

เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องมีมติภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติจะแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความของร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้ เว้นแต่เป็นข้อผิดพลาดที่มิใช่สาระสำคัญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น หรือเป็นกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น

เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสองแล้ว ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาตินำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป

Section 37

  1. The Constitution Drafting Committee shall complete its consideration of the applications for amendment within sixty days reckoned from the date of expiry of the time limit for filing applications for amendment according to section 36, paragraph 2. In this respect, the Constitution Drafting Committee may amend the draft constitution as it thinks fit.
  2. Once the Constitution Drafting Committee has amended the draft constitution in accordance with paragraph 1, it shall introduce the draft constitution to the National Reform Council, who shall consider and give approval or disapproval to such draft constitution in its entirety; prescribed that the National Reform Council must pass a resolution thereon within fifteen days reckoned from the date of its receipt of the draft constitution from the Constitution Drafting Committee. However, the National Reform Council may make no amendment to the contents of the draft constitution, save where the amendment is intended for immaterial errors and the Constitution Drafting Committee approves such amendment, or where the Constitution Drafting Committee finds that the amendment is necessary for the enhancement of perfection.
  3. Once the National Reform Council has passed a resolution to approve the draft constitution according to paragraph 2, the President of the National Reform Council shall present the draft constitution to the Monarch within thirty days reckoned from the date the National Reform Council passed the resolution. And once having been affixed with the royal sign manual, the draft can be published in the Government Gazette and take effect; prescribed that it shall be the President of the National Reform Council who countersigns the draft.
  4. In case the Monarch disapproves the draft constitution and returns it, or when he does not return it still despite ninety days having elapsed, lapse shall that draft constitution.

38Edit

มาตรา ๓๘

ในกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด หรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ หรือร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไปตามมาตรา ๓๗ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันสิ้นสุดลง และให้มีการดำเนินการเพื่อแต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ขึ้นเพื่อดำเนินการแทนตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

ในกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๓๔ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันสิ้นสุดลง และให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง

ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่สิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง จะเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี ชุดใหม่มิได้

Section 38

  1. In the event that the National Reform Council fails to complete its consideration of the draft constitution within the established time limit or disapproves the draft constitution, or the draft constitution lapses in accordance with section 37, the National Reform Council and the Constitution Drafting Committee shall come to an end, and arrangements shall be made for the appointment of new National Reform Council and Constitution Drafting Committee to exercise the authority stated in this Constitution in lieu of the defunct ones.
  2. In the event that the Constitution Drafting Committee fails to complete the drafting of a constitution within the time limit fixed in section 34, the Constitution Drafting Committee shall come to an end, and arrangements shall be made for the appointment of a new Constitution Drafting Committee within fifteen days reckoned from the date the Constitution Drafting Committee comes to an end.
  3. The President of the National Reform Council, Vice Presidents of the National Reform Council, members of the National Reform Council, and members of the Constitution Drafting Committee in the set that has come to an end according to paragraph 1 or paragraph 2 may not become President of the National Reform Council, Vice Presidents of the National Reform Council, members of the National Reform Council, and members of the Constitution Drafting Committee in a new set, as the case may be.

39Edit

มาตรา ๓๙

เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นที่จำเป็น ในการนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติอาจแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่จำเป็นก็ได้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่แล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้นั้น

Section 39

Once the preparation of a draft constitution is completed, the National Reform Council and the Constitution Drafting Committee shall continue to perform their duties for the purpose of bringing about draft organic laws or other necessary laws. In this respect, the National Reform Council may appoint committees to consider draft laws as necessary. However, when there has been the promulgation of a new constitution, the performance of duties of the National Reform Council and the Constitution Drafting Committee shall be governed by the constitution so promulgated.

40Edit

มาตรา ๔๐

เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่น ของประธานสภาและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานสภาและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

Section 40

Monthly salaries, positional allowances, and other fringe benefits of the President and Vice Presidents of the National Legislative Assembly, the President and Vice Presidents of the National Reform Council, office holders in the National Council for Peace and Order, members of the National Legislative Assembly, members of the National Reform Council, and members of the Constitution Drafting Committee shall be as determined in royal decrees.

41Edit

มาตรา ๔๑

ในกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา

Section 41

In case there is any legal provision laying down qualifications or disqualifications for the holding of a political position, such legal provision shall not apply to the persons appointed as position holders in the National Council for Peace and Order, members of the National Legislative Assembly, members of the National Reform Council, members of the Constitution Drafting Committee, political officers under the law on political service, and political parliamentary officers under the law on parliamentary service.

42Edit

มาตรา ๔๒

ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๖/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติต่อไป และมีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมผู้ดำรงตำแหน่งใดในคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้ แต่ในกรณีเพิ่มเติม เมื่อรวมกันแล้ว ต้องไม่เกินสิบห้าคน และจะกำหนดให้หน่วยงานใดทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้ตามที่เห็นสมควร

ในกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นว่า คณะรัฐมนตรีควรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๙ ในเรื่องใด ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ในกรณีที่เห็นสมควร หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือนายกรัฐมนตรีอาจขอให้มีการประชุมร่วมกันของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี เพื่อร่วมพิจารณาหรือแก้ไขปัญหาใด ๆ อันเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ รวมตลอดทั้งการปรึกษาหารือเป็นครั้งคราวในเรื่องอื่นใดก็ได้

Section 42

  1. The National Council for Peace and Order under the National Council for Peace and Order Announcement No. 6/2014 dated 22 May 2014 shall continue to be the National Council for Peace and Order and shall have the authority to carry out the acts as described in this Constitution.
  2. In case of necessity and for the sake of the performance of duties, the Leader of the National Council for Peace and Order may change or add any position holder in the National Council for Peace and Order. However, in case of addition, the members, when totalled up together, must not exceed fifteen. And he may direct any agency to act as a secretariat of the National Council for Peace and Order as he thinks fit.
  3. In case the National Council for Peace and Order finds that the Council of Ministers ought to exercise for any matter the authority determined in section 19, the National Council for Peace and Order shall notify the Council of Ministers for further exercise of the authority.
  4. In case it is found appropriate, the Leader of the National Council for Peace and Order or Prime Minister may seek a joint meeting of the National Council for Peace and Order and the Council of Ministers to together consider or solve any problem concerning the maintenance of peace and order or national security, as well as to discuss or confer on any other matter from time to time.

43Edit

มาตรา ๔๓

ในระหว่างที่ยังไม่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้การดำเนินการเรื่องใดต้องได้รับความเห็นชอบหรือรับทราบจากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา ให้เป็นอำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการให้ความเห็นชอบหรือรับทราบแทนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา

ก่อนที่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ ให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

Section 43

  1. During the time there is no National Legislative Assembly yet, in case there is a law requiring the carrying out of any activity to receive approval or acknowledgement from the House of Representatives, Senate, or National Assembly, then it shall be the power of the Leader of the National Council for Peace and Order to give approval or make acknowledgment in lieu of the House of Representatives, Senate, or National Assembly.
  2. Before the Council of Ministers under this Constitution assumes duties, the authority of the Prime Minister and Council of Ministers shall all become the authority of the Leader of the National Council for Peace and Order.

44Edit

มาตรา ๔๔

ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีอำนาจสั่งการ ระงับ ยับยั้ง หรือกระทำการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่า คำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่ง หรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

Section 44

In the event that the Leader of the National Council for Peace and Order finds necessary for the purpose of the reforms in various fields, the promotion of unity and amity amongst the people in the Nation, or the prevention, abatement, or suppression of an act which subverts peace and order, or national security, royal throne, national economy, or official affairs of the State, whether it comes to pass inside or outside the Kingdom, the Leader of the National Council for Peace and Order shall have the power to, upon approval of the National Council for Peace and Order, order, suppress, restrain, or perform whatever act, whether such act would produce a legislative, executive, or judicial effect. And it shall be deemed that the order or act, as well as the observance of such order, is an order, act, or observance which is lawful and constitutional under this Constitution, and is final. However, when it has been done so, a report shall forthwith be submitted to the President of the National Legislative Assembly and the Prime Minister for their acknowledgment.

45Edit

มาตรา ๔๕

ภายใต้บังคับมาตรา ๕ และมาตรา ๔๔ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาว่า กฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ และตามที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่สำหรับผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้มีอำนาจเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เฉพาะเมื่อมีกรณีที่เห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

การพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายดังกล่าว ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อวรรคหนึ่งหรือรัฐธรรมนูญนี้

Section 45

  1. Subject to section 5 and section 44, the Constitutional Court shall have the power to conduct trials and render decisions for problems as to whether certain laws are contrary to or inconsistent with this Constitution, and for others as subjected to the power of the Constitutional Court by the organic law on ombudsmen and the organic law on political parties. However, as for ombudsmen, they shall have the power to refer matters to the Constitutional Court for its decisions only in case they find certain legal provisions are attacked by problems of constitutionality under this Constitution.
  2. The conduct of trials and the adoption of decisions by the Constitutional Court shall be governed by the law on those matters. During the time there are no such law yet, they shall be governed by the Constitutional Court Directions on Procedure and Adoption of Decisions in force on the day prior to the date this Constitution enters into force; prescribed that the directions shall govern to the extent not contrary to or inconsistent with paragraph 1 or this Constitution.

46Edit

มาตรา ๔๖

ในกรณีที่เห็นเป็นการจำเป็นและสมควร คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีมติร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ก็ได้ โดยจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้ความเห็นชอบ

ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามวรรคหนึ่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม

ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมิได้ เว้นแต่คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะเห็นชอบด้วย

มติให้ความเห็นชอบ ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และให้นำความในมาตรา ๓๗ วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

Section 46

  1. In case it is found necessary and appropriate, the Council of Ministers and the National Council for Peace and Order may pass a joint resolution to amend this Constitution by preparing a draft constitutional amendment and introducing it to the National Legislative Assembly for approval.
  2. The National Legislative Assembly shall consider and give approval or disapproval to the draft constitutional amendment under paragraph 1 within fifteen days reckoned from the date it receives the draft constitutional amendment.
  3. In considering the draft for approval, the National Legislative Assembly is not allowed to make any amendment to the draft constitution amendment, save where the Council of Ministers and the National Council for Peace and Order approves it.
  4. The resolution of approval must obtain the votes of not less than one half of the total number of the existing members of the National Legislative Assembly.
  5. Once the National Legislative Assembly has given approval to a draft constitutional amendment, the Prime Minister shall, within fifteen days reckoned from the date the National Legislative Assembly passed the resolution, present the draft constitutional amendment to the Monarch so that the Monarch would affix his signature thereto. And once having been published in the Government Gazette, the draft can take effect; prescribed that it shall be the Prime Minister who countersigns the draft. And the provision of section 37, paragraph 4, shall apply mutatis mutandis.

47Edit

มาตรา ๔๗

บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญ ในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้ประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้น ไม่ว่าจะกระทำก่อนหรือหลังวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ เป็นประกาศ หรือคำสั่ง หรือการปฏิบัติ ที่ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด และให้ประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับต่อไป จนกว่าจะมีกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่ง แล้วแต่กรณี แก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก

ในกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีคำสั่งให้บุคคลใดดำรงตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่งใดที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๔ ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งให้บุคคลนั้นดำรงตำแหน่งนั้นหรือทรงให้บุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งนั้นด้วย

Section 47

  1. As for all the announcements and orders of the National Council for Peace and Order, or orders of the Leader of the National Council for Peace and Order, which have been given or made during the time from 22 May 2014 to the date a Council of Ministers assumes duties under this Constitution, whether the announcements or orders produce constitutional, legislative, executive, or judicial effects, the announcements or orders, as well as the observance of those announcements or orders, whether made before or after the date this Constitution enters into force, shall be the announcements, orders, or observance which are lawful, constitutional, and final. And the said announcements or orders which are still in force on the day prior to the date this Constitution enters into force shall continue to be in force, until amended or repealed by a law, regulation, directive, cabinet resolution, or order, as the case may be.
  2. In the event that the National Council for Peace and Order has, prior to the date this Constitution enters into force, issued an order directing any person to hold or vacate any of the positions mentioned in section 24, the Prime Minister shall also refer the matter to the Monarch so that he would appoint such person to the position or remove him from his position.

48Edit

« sect
c-sig »

มาตรา ๔๘

บรรดาการกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ของหัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญ ในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษ และการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้น หรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

Section 48

As for all the acts of the National Council for Peace and Order and its Leader, which have been done in relation to the seizure and taking control of the national government power on 22 May 2014, including the acts of the persons related to the said acts, or of the persons authorised by the National Council for Peace and Order or its Leader, or of the persons ordered by the persons authorised by the National Council for Peace and Order or its Leader, which have been done for the aforementioned acts, whether all the described acts have been done so as to produce constitutional, legislative, executive, or judicial effects, as well as the acts of inflicting penalties and acts constituting other forms of administration of official affairs, whether done as principals, aiders, abettors, or abetted, and whether done on the said date or before or after the said date, if those acts are in breach of law, the actors shall be released from guilt and liabilities absolutely.

CountersignatureEdit

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
Countersignature:
General Prayut Chan-o-cha,
Leader of the National Council for Peace and Order.

LicencesEdit

    This work is a translation and has a separate copyright status to the applicable copyright protections of the original content.
Original:
 

This work is in the public domain worldwide because it originated in Thailand, and is exempt from copyright in Thailand according to Section 7, Part 1, Chapter 1 of the Copyright Act, BE 2537 (1994) (Translation), because it is a part or whole of one of the following:

  1. News of the day and facts having the character of mere information which is not a work in literary, scientific or artistic domain
  2. Constitution and legislations
  3. Regulations, by-laws, notifications, orders, explanations and official correspondence of the Ministries, Departments or any other government or local units
  4. Judicial decisions, orders, decisions and official reports
  5. Translation and collection of those in (1) to (4) made by the Ministries, Departments or any other government or local units
 
Translation:
 

Released into public domain

I agree to release my text and image contributions, unless otherwise stated, into the public domain. Please be aware that other contributors might not do the same, so if you want to use my contributions under public domain terms, please check the multi-licensing guide.